เปิดโลกแห่งการผจญภัยด้วย เมาน์เท่นไบค์
ในอนาคตอันใกล้นี้
การเดินทางท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย คงจะล้าสมัยเต็มที
มันก็คงจะคล้ายๆ กับสิ่งต่างๆ ในเมืองไทย ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
เมื่อเราได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ยิ่งยุคนี้ เป็นยุคของ
โลกไร้พรมแดนด้วยแล้ว ไอ้การที่หมู่เฮาชาวไทย จะทำอะไรที่คล้ายกับพวกตะวันตก
ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก
เช่นเดียวกับจักรยาน
จากที่ใช้สำหรับซื้อกับข้าว หรือว่าเป็นพาหนะธรรมดา ก็เริ่มกลายพันธุ์ไปทีละน้อย
ไปเป็น BMX บ้าง (อันนี้จำแม่นครับ ยังเด็กๆ อยู่เลย โดดเนินซะแข้งขาพังหมด)
มาจนถึงตอนนี้ที่ เจ้า"เมาน์เท่นไบค์" เริ่มเข้ามาป้วนเปี้ยน
อยู่ในสังคมนักเดินทางในบ้านเรามากขึ้นทุกที
ในฐานะที่
hotelsthailand.com ตั้งตน ที่จะเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยว
และกิจกรรม กลางแจ้ง ที่ดีที่สุดในประเทศไทย เลยอดใจไม่ไหว
ที่จะนำเสนอเรื่องราวของเมาน์เท่นไบค์ในเบื้องต้น ก่อนที่จะนำทุกท่าน
ไปรู้จักกับแง่มุมอื่นกันต่อไป
ที่มาที่ไป
ย้อนหลังกลับไปในช่วง'70
ในประเทศที่มีเทพีเสรีภาพ ณ บริเวณเทือกเขา Tamapais มีหนุ่มๆ
อายุรุ่น 20 กลุ่มหนึ่งมักจะมาโบกรถขึ้นไปบนยอดเขา และขี่จักรยาน
ลงจากยอดเขา เมื่อถึงตีนเขา ก็จะโบกรถ กลับขึ้นไปใหม่
ดูแล้วก็เหมือนกับการแข่งขันจักรยานดาวน์ฮิล ที่ไทยเราได้เหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์
เมื่อครั้งที่ผ่านมานี้
ในจำนวนหนุ่มห้าวเหล่านั้น
มีผู้หนึ่งที่ชื่อว่า Gary
Fisher พ่อคนเนี่ยค่อนข้างจะมีไอเดียและแผลงกว่า
เพื่อนๆ เค้า ได้เริ่มมีคำถามผุดมาในสมองว่า จะดีกว่าไหม
ถ้าเราสามารถขี่กลับขึ้นไป ข้างบนได้เอง โดยที่ไม่ต้องโบกรถ
และแล้วการลงมือดัดแปลงจักรยานคู่ชีพก็เกิดขึ้น ในที่สุดจักรยานออลเทอร์เรน
(All Terrain = ทุกสภาพพื้นถนน) คันแรกก็ถือกำเนิดขึ้น
ไม่นานนักพ่อยอดชาย Gary ก็เริ่มทำจักรยาน ให้กับเพื่อนๆ
ต่อจากนั้นก็เริ่มมีคนอื่นแวะเวียนเข้ามาสั่งทำจักรยานเรื่อยมา
จนในที่สุด
Gary Fisher และเพื่อนของเค้า Charlie
Kelly ได้ตั้งบริษัทร่วมกันโดยมีชื่อว่า "Mountain
Bikes" โดยมี Jeffrey Richmond
และ Tom Rithcey ร่วมในการทำตัวถังจักรยาน
โดยในปีแรก สามารถผลิตตัวถังได้ถึง 160 ตัว นับว่าไม่เลวเลยในยุคนั้น
หลังจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มก่อตัว เป็นรูปเป็นร่าง ไม่ว่าจะเป็นการผลิต
การแข่งขัน หรือการพักผ่อนหย่อนใจ จนเมาน์เท่นไบค์ กลายเป็นพาหนะ
ที่ได้รับความนิยมประเภทหนึ่งในทุกวันนี้

ทำไมต้องเมาน์เท่นไบค์
ด้วยการออกแบบ
ที่ผสมผสาน ระหว่างความแข็งแกร่ง และสมรรถนะ รวมเข้ากับ
การที่นำข้อดี ของจักรยานแต่ละประเภท เข้ามารวมกัน ทำให้เหมาะสมที่สุด
ที่จะนำมาใช้ ในกิจกรรมท่องเที่ยว กลางแจ้ง เพราะนอกจาก
สามารถทำความเร็วได้ดีแล้ว ยังสามารถ ขับขี่ขึ้นทาง สูงชัน
ได้ดีกว่าจักรยานประเภทอื่นๆ มีความคล่องตัวสูงมาก แข็งแรงทนทานต่อการใช้งานสมบุกสมบัน
อีกทั้งยังสามารถไปได้ในทุกสภาพพื้นผิวทั่วโลก จึงไม่แปลกใจเลยที่วันนี้
เราจะเห็นเมาน์เท่นไบค์ โฉบเฉี่ยวไปมา บริเวณแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
ในการหาเมาน์เท่นไบค์สักคันมาเคียงกายนั้น
ค่อนข้างที่จะเลือกยาก สักนิดนึง ถ้าจะเอากรรมวิธีการเลือกซื้อ
มาลงในนี้ คิดว่า คงไม่สามารถ เขียนให้เสร็จทันกำหนดของเว็บมาสเตอร์จอมโหดได้
เอาเป็นว่า ถ้าจะซื้อก็ขอให้หาคนที่ไว้ใจได้ (ผู้เขียนก็ไว้ใจได้นะ)
และรู้เรื่องจักรยาน ไปช่วยเลือกซื้อด้วยก็ดี จะได้ไม่โดนเค้าหลอกเอา
โดยชิ้นส่วนต่างๆ ที่ควรจะมีก็เหมือนกับตัวอย่างในรูปนะครับลอง
คลิ้กให้มันขยายดูก็ได้

อุปกรณ์ที่จำเป็น
อุปกรณ์ที่ควรมีก็จำพวก
หมวกกันน็อค อุปกรณ์ซ่อมแซมรถ กระติกน้ำ ที่สูบลม เสื้อ
กางเกงขี่จักรยาน เป้สำหรับใส่ของดูตามรูปก็แล้วกันครับ
ใครที่มีสตางค์มาก จะซื้อไว้มากก็ไม่เป็นไร ถ้าสตางค์น้อยหยั่งผม
ก็อาศัยวิธี ไปกับเพื่อนหน่ะครับ จะได้หยิบยืมกันได้
ผจญภัยกับเมาน์เท่นไบค์
การเดินทางท่องเที่ยวด้วย เมาน์เท่นไบค์นั้น
มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการชมธรรมชาติ โบราณสถาน
ชมวัตนธรรม หรือจะชมวิถีชีวิตของชุมชนต่างๆ ซึ่งก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล
นะครับ รักแบบไหนชอบแบบไหน ก็ไปกันได้ คราวหน้าเราจะมี
เส้นทางท่องเที่ยวให้ติดตามกัน
ในการเดินทางด้วยจักรยาน
พอจะแบ่งกันได้เป็น 2 แบบ ตามวิธีการเดินทาง แบบแรก ก็คือการที่เริ่มปั่นตั้งแต่บ้านจนถึงจุดหมาย
อีกแบบหนึ่ง ก็คือการที่เราขนส่งจักรยานด้วยพาหนะใดๆ สักอย่างนึง
เมื่อถึงจุดหมายแล้วจึงเริ่มปั่นจักรยาน ซึ่งถ้าเป็นรถยนต์ส่วนตัวก็คงไม่ลำบากอะไรนัก
แต่สำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัว เพื่อนๆ สามารถใช้บริการ
พาหนะสาธารณะ ในการขนส่งจักรยาน เช่นรถทัวร์ โดยเราจะต้องถอดล้อ
ออกทั้งสองข้าง ลดอานให้ต่ำลง ถอดกระเป๋าท้ายจักรยานออก
และเรียงจักรยานเข้าด้วยตนเอง โดยหงายรถขึ้นเพื่อไม่ให้ตีนผี
และจานหน้าไปกระแทกกับพื้น จากนั้น ให้ตรวจดูว่าใส่ของ
ในช่องสัมภาระเรียบร้อยจึงปิดช่องใส่สัมภาระ และเดินขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย
จากนั้นเสียค่าระวาง ซึ่งส่วนมากจะเก็บคันละ 50 บาท เป็นอย่างต่ำ
สำหรับรถไฟ
ก็ให้ไปถึงสถานีก่อนรถออก สักหนึ่งชั่วโมง เพื่อเสียค่าธรรมเนียม
ชั่งน้ำหนัก จากนั้น เข็นไปที่ตู้สัมภาระ ทางที่ดีควรเก็บของ
ที่ไม่จำเป็น ออกจากตัวรถ เสียก่อน ส่วนเครื่องบิน ก็เข็นไปชั่งน้ำหนักได้เลย
แล้วที่เหลือเค้าจัดการกันเองครับ
เป็นยังไงกันบ้างครับ
สำหรับบทนำของเมาน์เท่นไบค์ เอาไว้คราวหน้าเราจะมาแนะนำแหล่งท่องเที่ยวขี่จักรยาน
กันนะครับ อย่าลืมติดตามกันด้วย ส่วนข้อติชม ก็ส่งผ่านมาทาง
webmaster@hotelsthailand.com
ได้นะครับ ทางเราจะน้อมรับด้วยความยินดีเสมอ คราวนี้คงต้องลาไปก่อนหล่ะครับ
สวัสดีครับ