วัด
:: วัดสุวรรณภูมิ (วัดกลางหรือวัดใหม่) ::
เป็นวัดสมัยอยุธยาตอนต้น ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลที่ถนนพระพันวษา ตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี มีสิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุต่างๆ เช่น ถ้วยชาม แจกัน พระพุทธรูป นาฬิกา อาวุธต่างๆ น่าชมมาก โดยเฉพาะบาตรสังคโลก ซึ่งมีชิ้นเดียวในประเทศไทย
 
:: วัดประตูสาร ::
อยู่ที่ถนนขุนช้าง ตำบลรั้วใหญ่ ภายในเขตเทศบาลเมืองฯ เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง และสถาปนาขึ้นเป็นวัด ไม่มีหลักฐานเก่าระบุ ไว้แต่คงจะสร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2379 ซึ่งเป็นปีที่ สุนทรภู่มาสุพรรณบุรี ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธ ประวัติ ฝีมือช่างหลวง เชื่อกันว่า เป็นคนเดียวกับที่ เขียนจิตรกรรมฝาผนังวัดหน่อพุทธางกูร เขียนราว พ.ศ. 2391

นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมที่เขียนบนพื้นไม้เป็นแผ่นๆ เรื่องราวพุทธประวัติและมหาชาติ ลักษณะของภาพเหมือนจะลอกแบบ จิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถ เก็บรักษาอยู่ในวิหาร
 
:: วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ::
อยู่ในตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี ถนนสมภารคง แยกจากถนนมาลัยแมนไปประมาณ 300 เมตร ในสมัยก่อนเป็นศูนย์กลางของเมืองสุพรรณภูมิเป็นวัดคู่บ้าน คู่เมือง มีอายุไม่ต่ำกว่า 600 ปี ปรางค์องค์ประธานเป็นที่ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ แต่ได้ถูกชาวบ้านลักลอบ ขุดค้นหาทรัพย์สิน จนทรุดโทรมไปมาก พระพิมพ์ผงสุพรรณบุรีที่ โด่งดังมาก อันเป็นหนึ่งใน "เบญจภาคี" ก็ได้ไปจากกรุในองค์พระปรางค์

นักโบราณคดีหลายท่านให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นศิลปะการก่อสร้าง ในสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ เพราะหลักฐานการก่อสร้าง เป็นการก่ออิฐไม่ถือปูน ซึ่งเป็นวิธีการเก่าแก่ก่อนสมัยอยุธยา
 
:: วัดแค ::
เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดีเรื่อง "ขุนช้างขุนแผน" อยู่ในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ไปทางเหนือวัดพระศรีรัตน มหาธาตุประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในวัดนี้มีต้นมะขามใหญ่วัดโคนต้น โดยรอบได้ประมาณ 10 เมตร เชื่อกันว่าขุนแผน ได้เรียนวิชาเสกใบมะขามจากต้น มะขามต้นนี้ให้เป็นตัวต่อตัวแตนจาก ท่านอาจารย์คงไว้โจมตีข้าศึก

นอกจากนี้ทางจังหวัดได้สร้างเรือน ไทยทรงโบราณเรียกว่า "คุ้มขุนแผน" ไว้ใกล้กับต้นมะขามยักษ์ นี้อีกด้วย พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จประพาสวัดแคเมื่อ พ.ศ. 2447 วัดนี้มีโบราณ วัตถุที่น่าสนใจ ได้แก่ พระพุทธ บาทสี่รอย ทำด้วยทองเหลืองกว้าง 1.40 เมตร ยาว 2.80 เมตร สร้างซ้อนกันไว้ในรอยใหญ่ นอกจากนี้ ก็มีพระพุทธรูปปาง มารวิชัยขัดสมาธิราบศิลปรัตนโกสินทร์ จีวรและอังสะเป็นดอกพิกุลงดงามมาก ประดิษฐานอยู่ในวิหารหน้าพระประธาน สิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ ก็มี เช่น ระฆังทองเหลือง หม้อต้ม กรักทองเหลือง ตู้ใส่หนังสือที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัวทรงถวายเมื่อปี 2412
 
:: วัดหน่อพุทธางกูร ::
เดิมชื่อ วัดมะขามหน่อ ตำบลพิหารแดง อยู่เลยวัดแคไปทางเหนืออีก 2 กิโลเมตร อยู่ฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ สร้างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ภายในพระอุโบสถหลังเก่ามีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ เป็นจิตรกรรมที่มี ความงดงาม เขียนราว พ.ศ. 2391 สมัยรัชกาลที่ 3
 
:: วัดสนามไชย ::
ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลสนามชัย ห่างจากจังหวัดประมาณ 2 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 57 ไร่ ริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรีฝั่ง ตะวันออก วัดสนามไชยเป็นวัดร้าง เหลือเพียงแต่ซากเจดีย์ด้านเหนือซีกเดียว ภายในเจดีย์กลวงไม่ปรากฏว่าพบสิ่งใดที่ เป็นหลักฐานระบุว่าสร้างในสมัยใด แต่จากพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาแต ทรงให้มอญน้อยสร้างวัดสนามไชย ขึ้นพร้อมๆ กับบูรณะวัดป่าเลไลยก์ก่อนพ.ศ. 1746

นักโบราณคดีได้ให้ข้อสันนิษฐานและคำอธิบายว่า เจดีย์วัดสนามไชย เป็นเจดีย์ทรง 16 เหลี่ยมกว้างด้านละ 48 เมตร ยาวด้านละ 62 เมตร สันนิษฐานจากศิลปะการก่อสร้างว่ามีการสร้าง และปฏิสังขรณ์ถึง 3 ครั้ง คือ ในสมัยอู่ทอง สุพรรณภูมิ สมัยอโยธยา และสมัยอยุธยา นอกจากนี้ จากการสำรวจของ กรมศิลปากรที่ ขุดค้นซากเจดีย์ตะวันออกพบอัฐิ และเถ้าถ่านเป็นจำนวนมาก และยังไม่อาจลงความเห็นได้ว่าเป็นอัฐิธาตุของใคร นักโบราณคดี ได้สรุปผลไว้ 3 ประการ คือ

1. เป็นอัฐิธาตุของประชาชนที่เป็นโรคห่าตายพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมากในสมัย อู่ทองสุพรรณภูมิ
2. เป็นอัฐิธาตุของเชื้อพระวงศ์ที่นำมาบรรจุรวมกันไว้
3. เป็นอัฐิธาตุของทหารที่เสียชีวิตจากการต่อสู้กับขอมหรือพม่า
 
:: วัดพระอินทร์และแหล่งขุดพบภาชนะดินเผา ::
วัดพระอินทร์เป็นวัดเก่าแก่อยู่ในตัวเมือง ภายในวัดมีซากเจดีย์ปรักหักพัง ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการดูแล ลักษณะเจดีย์เป็น ฐานแปดเหลี่ยม มีซุ้มไว้ พระพุทธรูปประกอบด้วย ภายปูนปั้น และภาพนูนต่ำ ที่ขอบซุ้มมีลายใบไม้ม้วนเรียงกันไปทางทิศ เหนือเป็นแนวเดียวกัน ซุ้มด้านตะวันตกมีพระพุทธรูปยืนปางปฐมเทศนา ที่ปลายของซุ้ม ทั้งสองข้างทำลวดลาย เป็นรูป พญานาคชูคอขึ้น ที่หัวมีรัศมีแผ่คล้ายพัดใกล้ฐานพระเจดีย์ พระพุทธรูป องค์หนึ่งมีลักษณะครึ่งองค์ ตั้งอยู่บนพื้นดิน นอกจากนี้รอบๆ องค์เจดีย์ยังมีเศษภาชนะดินเผา และชิ้นส่วนของเครื่องสังคโลก กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ปลายปี พ.ศ. 2528 ได้ค้นพบแหล่งเตาเผา เครื่องถ้วยชามบริเวณสองฝั่งของแม่น้ำสุพรรณบุรี

บริเวณบ้านค่ายเก่ากับโพธิ์ระยาในเขตตำบลพิหารแดง สนามชัย และรั้วใหญ่ได้พบเศษภาชนะต่างๆ เช่นเครื่องสังคโลก เครื่องถ้วยจีน ภาชนะดินเผาเนื้อดินและเนื้อหิน จำนวนหมื่นๆ ชิ้น ต้นปี พ.ศ. 2529 ได้ขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีเตาบ้าน สุมน แหล่งเตาบ้านปูน ตำบลพิหารแดง พบเตาเผาถึง 10 เตา มีความยาว 5 เมตร กว้าง 2 เมตร ซึ่งใช้ผลิตภาชนะเนื้อหิน เช่น ชาม จาน อ่าง แจกัน หม้อ ซึ่งมีลวดลายแปลกแตกต่างกันเช่น ลายเทวดา ลายเทพพนม รูปทรงเรขาคณิต ลายดอกไม้ ฯลฯ
 
:: วัดป่าเลไลยก์ ::
ตั้งอยู่ที่ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร หน้าบันของพระวิหารวัดป่าเลไลยก์ มีเครื่องหมายพระหมามกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ บอกให้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เคยเสด็จธุดงค์มาพบสมัยยัง ทรงผนวชอยู่ เมื่อได้เสด็จขึ้นครองราชย์แล้วได้ทรงมาปฏิสังขรณ์วัดป่าเลไลยก์อยู่ริมถนนมาลัยแมน สันนิษฐานว่าสร้างใน สมัยที่เมืองสุพรรณบุรีรุ่งเรืองในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาแต ทรงให้มอญน้อยมาบูรณะวัดป่าเลไลยก์

ภายหลัง พ.ศ. 1724 เล็กน้อย ที่วัดป่าเลไลยก์ "หลวงพ่อโต" ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารที่สูงเด่นเห็นได้แต่ไกล เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทอง สุพรรณภูมิ (คือประทับนั่งห้อยพระบาท) พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบน พระชานุ พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุ อีกข้างหนึ่งในท่า ทรงรับของถวาย องค์พระ สูง 23.48 เมตร มีนักปราชญ์ หลายท่านว่า เดิมคงเป็น พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา

สร้างไว้กลางแจ้งอย่างพระพนัญเชิงในสมัยแรกและ มักจะพบว่าพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สร้างในสมัยก่อนอยุธยาและ อยุธยาตอนต้น ส่วนมากชอบสร้างไว้กลางแจ้ง เพราะสามารถมองเห็นได้แต่ไกล ภายในองค์พระพุทธรูปนี้บรรจุพระบรม สารีริกธาตุไว้ 36 องค์ ที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย หลวงพ่อโตเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียงมาก มีงานเทศกาลประจำปี สมโภชและนมัสการหลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์ ปีละ 2 ครั้ง คือ ในวันขึ้น 5 - 9 ค่ำ เดือน 5 และเดือน 12 นอกจากนี้ ภายในบริเวณวัดยังมี "คุ้มขุนช้าง" ซึ่งเป็นเรือนไทยหลังใหญ่สร้างตามบทพรรณนา เรือนของขุนช้างในวรรณคดี เรื่องขุนช้างขุนแผน
 
:: วัดมหาธาตุ หรือวัดพระธาตุศาลาขาว ::
อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปตามถนนมาลัยแมน (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ) ไป 15 กิโลเมตร วัดมหาธาตุตั้งอยู่ตรงข้ามกับ วัดสวนแตง ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดพระธาตุนอก เพราะลักษณะพระปรางค์คล้ายกับ พระปรางค์ที่วัดพระศรีรัตนมหา ธาตุแต่ขนาดย่อมกว่า มีความสูงประมาณ 20 - 25 เมตร เป็นพระปราค์เดี่ยว ไม่มีพระปรางค์องค์ เล็กคู่เดียวประกอบ ทั้งด้านหน้าด้านหลังมีบันไดและซุ้มประตู ยอดพระปรางค์มนกว่ายอดพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งมียอดแหลม แผ่นอิฐมีขนาดเล็ก และสอด้วยปูนหวาน เนื้อหยาบ จากหลักฐาน พ.ศ. 1967-2031 (ในรัชสมัยพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) หรือพระบรมไตรโลกนาถ)
 
:: วัดพร้าว ::
อยู่ที่ตำบลโพธิ์ระยา ติดกับประตูน้ำโพธิ์ระยา ห่างจากจังหวัดประมาณ 9 กิโลเมตร ภายในวัดมีวิหารเลียนแบบสถาปัตย กรรมพม่า เป็นที่ประดิฐฐานรอย พระพุทธบาทจำลอง นอกจากนั้น ยังมีหอไตรกลางน้ำ ตู้พระธรรม ในวัดยังมีดงยางเป็น ที่อยู่อาศัยของ ค้างคาวแม่ไก่ จำนวนนับพันตัว
 
:: วัดบางเลน ::
อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 24 กิโลเมตร ภายในบริเวณวัด มีค้างคาวแม่ไก่อยู่เป็นจำนวนมาก อาศัยเกาะอยู่ตามต้นไม้
 
:: วัดเขาพระศรีสรรเพชญารามเดิมชื่อ วัดเขาพระ ::
ตั้งอยู่ที่ตำบลอู่ทองบนถนนมาลัยแมน ในเขตตัวอำเภออู่ทอง อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 34 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่ามีมาแต่สมัยทวารวดี เพราะมีโบราณวัตถุหลายอย่าง เช่น พระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปปางต่างๆ ซึ่งสลัก ด้วยเนื้อหินมีเทวรูปจักรนารายณ์เนื้อหิน เจดีย์สมัย อยุธยาบนยอดเขา 1 องค์ และยังมีรอยพระบาทจำลองแกะสลักด้วยหิน เขียวธรรมชาติ ประดิษฐาน ไว้ในมณฑป บนยอดเขาอีกด้วย มีงานประจำปี นมัสการพระพุทธไสยาสน์ ปีละ 2 ครั้ง คือ วันขึ้น 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 12 กับวันขึ้น 14 - 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 5
 
:: วัดไผ่โรงวัว ::
ตั้งอยู่ที่ตำบลบางตาเถร ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรีประมาณ 43 กิโลเมตร หรือจากกรุงเทพฯ ประมาณ 70 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายตลิ่งชัน - สุพรรณบุรี มีทางแยกซ้ายก่อนถึงสามแยกลาดบัวหลวงเข้าสู่วัดไผ่โรงวัว วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2469 เป็นวัดที่มีพุทธศาสนิกชนและบุคคลทั่วไป นิยมไปเที่ยวชมกันมากเพราะท่านพระครูอุทัยภาคาะร (หลวงพ่อขอม) ได้ดำเนินการก่อสร้าง "พระพุทธโคดม" เป็นพระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ภายในวัดมีสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับพุทธศาสนา ได้แก่ "สังเวชนียสถาน 4 ตำบล" คือสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน กับงานประติมากรรมหรือภาพปั้นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัตินรกภูมิ รวมทั้งวรรณคดี และประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมี "พระธรรมจักร" หล่อด้วยทองสำริดใหญ่ที่สุดในโลก "พระกะกุสันโธ" พระพุทธรูป ปูนปั้น ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก "ฆ้องและบาตร" ใหญ่ที่สุดในโลก "พระวิหารร้อยยอด" รวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกมากมาย
 
:: วัดเขาขึ้น หรือวัดเขานางบวช (วัดพระอาจารย์ธรรมโชติ) ::
ห่างจากจังหวัดประมาณ 51 กิโลเมตร บริเวณวัดตั้งอยู่บนเขานางบวช มีทางราดยางขึ้นไปจนถึงยอดเขา หรือจะเดินขึ้น บันได 249 ชั้น จนถึงยอดเขาก็ได้ เป็นวัดของพระอาจารย์ธรรมโชติ ผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องรางของขลังสมัยศึกบางระจัน ชาวบ้านบางระจันนิมนต์ไปเป็นกำลังใจในการสู้รบกับพม่า มีรอยพระพุทธบาทอยู่ใน วิหาร พระอาจารย์ธรรมโชติ มีเจดีย์ แผ่นรูปปั้นอาจารย์ธรรมโชติ เมื่อยืนอยู่บนเขาสามารถชมทิวทัศน์สนสวยงามของอำเภอเดิมบางนางบวชได้อย่างทั่วถึง
 
:: วัดหัวเขา ::
อยู่ห่างจากจังหวัด 60 กิโลเมตร วัดนี้มีประเพณีตักบาตรเทโว ซึ่งเป็นพิธีทำบุญของชาวไทยในเทศกาลออกพรรษา เริ่มงาน หลังจากวันออกพรรษา 1 วัน คือ แรม 2 ค่ำ เดือน 11 เนื่องจากมีสถานที่อำนวยและสวยงามมาก มีบันไดขึ้นลงเขาทำด้วย คอนกรีต จำนวนรวม 212 ขั้น ทุกๆ ปีมี คนมาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก
 
:: วัดเดิมบาง ::
ห่างจากจังหวัดประมาณ 55 กิโลเมตร ภายในวัดมีมณฑป ศาลา หอระฆัง ที่ก่อสร้างได้วิจิตร ประณีตมาก และธรรมาสน์ที่ สร้างโดยช่างชาวจีน และเป็นศิลปะไทยปนจีน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2458 แล้วเสร็จ เมื่อ พ.ศ. 2466 นอกจากนั้น ยังมีหอสวด มนต์ที่เก็บของมีค่าของวัด 3 ชิ้น ได้แก่ ฝากบาตรมุก ตาลบัตร ปิ่นโต ซึ่งรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานแก่วัด ทางวัดได้เก็บ รวบรวมไว้และยังอยู่ในสภาพดี