สถานที่ท่องเที่ยว
:: พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ::
ตั้งอยู่กลางวงเวียนเทพสตรีใกล้ศาลากลางจังหวัดลพบุรี บริเวณหัวถนนนารายณ์มหาราชก่อนเข้าสู่ย่านตัวเมือง อนุสาวรีย์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นรูปปั้นในท่าประทับ ยืนผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงดาบ ก้าวพระบาทซ้ายออกมาข้างหน้าเล็กน้อย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพิธีเปิดเมื่อ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2509 ที่ฐานอนุสาวรีย์ได้จารึกข้อความว่า "สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ไทย ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง ทรงพระราชสมภพ ณ กรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2175 สวรรคต ณ เมืองลพบุรี เมื่อ พ.ศ. 2231 พระองค์ทรงมีพระบรมราชกฤษดาภินิหารเป็นอย่างยิ่ง" ในรัชสมัยของ พระองค์ วรรณคดีและศิลปะของไทยได้เจริญ ถึงขีดสูงสุด มีสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศอย่างกว้างขวาง เกียรติคุณของ ประเทศไทยแผ่ไพศาลเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ประชาชนชาวไทยได้ร่วมกันสร้าง และประดิษฐานอนุสาวรีย์นี้ไว้ เมื่อ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509
 
:: สระแก้ว ::
ตั้งอยู่กลางวงเวียนศรีสุริโยทัย หรือวงเวียนสระแก้ว ถนนนารายณ์มหาราช อำเภอเมืองลพบุรี เป็นสระน้ำขนาดใหญ่กลาง สระมีสถาปัตยกรรมรูปร่างคล้ายเทียน ขนาดยักษ์ ตั้งอยู่บนพานขนาดใหญ่รอบขอบพานประดับเครื่องหมายประจำ กระทรวงต่าง ๆ มีสะพานเชื่อม ถึงกันโดยรอบทั้ง 4 ทิศ ที่เชิงสะพานมีคชสีห์ในท่านั่งหมอบเป็นยามอยู่สะพานละ 2 ตัว
 
:: สวนสัตว์สระแก้วลพบุรี ::
ตั้งอยู่ห่างจากวงเวียนสระแก้วไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 1 กิโลเมตร สวนสัตว์แห่งนี้สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2483 สมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้มุ่งพัฒนาเมืองลพบุรีให้เป็นเมืองสำคัญ โดยได้ก่อสร้าง สิ่งต่าง ๆ มากมายรวมทั้ง สวนสัตว์แห่งนี้ด้วย

ต่อมาเมื่อสิ้นยุคสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม สวนสัตว์ก็พลอยถูกทอดทิ้งและร้างไปในที่สุด ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 ศูนย์สงครามพิเศษ ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ สวนสัตว์ได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งชมรม สโมสร พ่อค้า ประชาชน ดำเนินการปรับปรุงบูรณะสวนสัตว์ แห่งใหม่ให้เป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจและเป็นแหล่งสำหรับศึกษาหาความรู้ใน เรื่องสัตว์และพืชนับเป็นสวนสัตว์ ในต่างจังหวัดที่มีความสมบูรณ์พอสมควรแก่การบริการประชาชนในท้องถิ่น

เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 18.00 น. ค่าผ่านประตูผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท รถยนต์ 5 บาท
 
:: ศาลพระกาฬ ::
ตั้งอยู่ริมทางรถไฟด้านทิศตะวันออก พระปรางค์สามยอด ตำบลท่าหิน เป็นเทวสถานเก่าของขอม สร้างด้วยศิลาแลงเรียง ซ้อนกันเป็นฐานสูง จึงรียกกันมาแต่ก่อนอีกชื่อหนึ่งว่า "ศาลสูง" ที่ทับหลังสลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ทำด้วยศิลา ทราย 1 แผ่น อายุราวพุทธศตวรรษที่15 วางอยู่ติด ฝาผนังวิหารหลังเล็ก ชั้นบน ณ ที่นี้ได้พบหลักศิลาจารึกแปดเหลี่ยม จารึกอักษรมอญโบราณ ส่วนด้านหน้าเป็นศาลที่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2494

โดยสร้างทับบนรากฐานเดิมที่สร้างไว้ในรัชสมัยสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช ภายในวิหารประดิษฐานพระนารายณ์ยืนทำ ด้วยศิลา 2 องค์ องค์เล็กเป็นแบบเทวรูปเก่าใน ประเทศไทย องค์ใหญ่เป็นประติมากรรมแบบลพบุรี แต่พระเศียรเดิมหายไป ภายหลังมีผู้นำพระเศียรพระพุทธรูปศิลาทราย สมัยอยุธยามาสวมต่อไว้เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป ในบริเวณรอบศาลพระกาฬร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ จึงเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงลิงจำนวนมาก ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่ง ของจังหวัดลพบุรี มีร้านขายของที่ระลึก และอาหารสำหรับลิง ตลอดจนศาลาพักผ่อนมีถนนตัดรอบทำให้โบราณสถานมี ลักษณะเป็นวงเวียน
 
:: พระปรางค์สามยอด ::
ตั้งอยู่บนเนินดินด้านตะวันตกของทางรถไฟ ใกล้กับ ศาลพระกาฬ ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี มีลักษณะเป็นปรางค์เรียง ต่อกัน 3 องค์ มีฉนวนทางเดินเชื่อมติดต่อกัน พระปรางค์สามยอดเป็นศิลปะเขมรแบบบายน ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 สร้างด้วยศิลาแลงหินทรายและ ตกแต่งลวดลายปูนปั้นที่สวยงาม ตรงซุ้มประตูเดิมคงมีทับหลัง แต่ที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน คือ เสาประดับกรอบ ประตูแกะสลักเป็นรูปฤาษีนั่งชันเข่าในซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งเป็นแบบเฉพาะของเสาประดับกรอบประตู ศิลปะเขมรแบบ บายน ปรางค์องค์กลางมีฐาน

แต่เดิมเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและมีเพดานไม้ เขียนลวดลายเป็นดอกจันทน์สีแดง ด้านหน้าทางทิศตะวันออกมีวิหาร สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช ประดิษฐาน พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ปางสมาธิที่สมบูรณ์ดี เป็นศิลปะ แบบสมัยอยูยาตอนต้น อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 ปรางค์สามยอดนี้แต่เดิมคงเป็นเทวสถานของขอมในพุทธศาสนาลัทธิ มหายาน ต่อมาได้ดัดแปลงเป็นเทวสถานโดยมีฐานศิวลึงค์ปรากฏอยู่ในองค์ปรางค์ทั้งสามปรางค์

จนกระทั่งถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ จึงได้บูรณะ ปฏิสังขรณ์พระปรางค์สามยอดเป็นวัดในพุทธศาสนา แล้วสร้าง พระวิหารก่อด้วยอิฐ ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบ อยุธยาผสมแบบยุโรป ในส่วนของประตูและหน้าต่าง ภายในวิหารประดิษ ฐานพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยาตอนต้น ปัจจุบันยังคงประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง
 
:: เทวสถานปรางค์แขก ::
อยู่ใกล้กับนารายณ์ราชนิเวศน์ เป็นปรางค์ก่อด้วยอิฐมีสามองค์ แต่ไม่มีฉนวนเชื่อมต่อกันเหมือนปรางค์สามยอด นักโบราณคดีกำหนดว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 เพราะมีลักษณะคล้าย กับปรางค์ ศิลปะเขมรแบบพะโค


(พ.ศ. 1425 - 1536) เป็นปรางค์แบบเก่า ซึ่งมีประตูทางเข้าแบบโค้งแหลม ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ โปรดให้สร้างวิหารขึ้นด้านหลัง และถังเก็บน้ำซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของปรางค์
 
:: บ้านหลวงรับราชทูต หรือ บ้านหลวงวิชาเยนทร์ ::
ตั้งอยู่บนถนนวิชาเยนทร์ ห่างจากปรางค์แขกประมาณ 300 เมตร ทางทิศเหนือของพระนารายณ์ราชนิเวศน์ สร้างขึ้นใน สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทูตจากประเทศฝรั่งเศสชุดแรกที่เข้ามา เมื่อปี พ.ศ. 2228 ได้พัก ณ สถานที่แห่งนี้จึงได้ ชื่อว่า บ้านหลวงรับราชทูต และเนื่องจากสถานที่นี้เป็นที่พำนักของเจ้าพระยา วิชยาเยนทร์ ขุนนางสำคัญในสมัยนั้น ในภายหลังจึงได้ชื่อว่า "บ้านวิชาเยนทร์" อีกชื่อหนึ่ง พื้นที่ในบริเวณบ้านหลวงรับราชทูต แบ่งออกเป็น 3 ส่วน สังเกตุได้ จากประตูเข้าด้านหน้า ซึ่งสร้างไว้สำหรับเป็นทางเข้าออกแต่ละส่วน คือ ส่วนทิศตะวันตก ส่วนกลาง และส่วนทางทิศ ตะวันออก ส่วนทิศตะวันตก เป็นกลุ่มอาคาร ได้แก่ ตึก 2 ชั้นหลังใหญ่ก่อด้วยอิฐ และอาคารชั้นเดียว แคบยาว ซุ้มประตูทาง เข้าเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลม ส่วนกลาง มีอาคารที่สำคัญ คือ ฐานของสิ่งก่อสร้างซึ่งเข้าใจว่าเป็นหอระฆัง และโบสถ์คริสต ศาสนา ซึ่งอยู่ทางด้านหลังซุ้มประตูทางเข้าเป็นรูปจั่ว ส่วนทิศตะวันออก ได้แก่ กลุ่มอาคารใหญ่ 2 ชั้น มีบันไดขึ้นทางด้าน หน้าเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลม ซุ้มประตูทางเข้ามีลักษณะเช่นเดียวกับทางทิศตะวันตก

ลักษณะของสถาปัตยกรรมในบ้านหลวงรับราชทูตบางหลัง เป็นแบบยุโรปอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอาคารใหญ่ทางทิศ ตะวันออก ก่ออิฐถือปูนสูง 2 ชั้น หน้าต่างและซุ้มประตูแสดง ให้เห็นลักษณะศิลปะตะวันตกแบบเรอเนสซองส์ ซึ่งเจริญ แพร่หลายในระยะเวลาเดียวกัน และที่สำคัญอีกคือ อาคารที่ เป็นโบสถ์คริสตศาสนาผังและแบบของโบสถ์เป็นแบบยุโรป มีซุ้มประตูหน้าต่างเป็นซุ้มเรือนแก้วมีเสาปลายเป็นรูปกลีบ บัวยาว ซึ่งเป็นศิลปะแห่งไทย โบสถ์เหล่านี้ถือกันว่าเป็นโบสถ์ คริสตศาสนาหลังแรกในโลกที่ตกแต่งด้วยลักษณะของโบสถ์ ทางพระพุทธศาสนา
 
:: พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ::
เป็นพระราชวังสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้สร้าง ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2209 เพื่อใช้เป็นที่ประทับ ณ เมืองลพบุรี แบ่งเป็น เขตพระราชฐานชั้นนอก เขตพระราชฐานชั้นกลาง และเขตพระราชฐานชั้นใน กำแพงพระราชวังก่อด้วยอิฐถือปูนมีใบเสมา เรียงรายบนสันกำแพงมีซุ้มประตูทั้งหมด 11 ประตู ช่องประตูทางเข้าโค้งแหลม หลังตาประตูเป็นทรงจตุรมุข ตรงจั่วซุ้ม ประตูตกแต่งลายกระจังปูนปั้นที่ วิวัฒนาการมาจากดอกบัว ที่ซุ้มประตูและกำแพงพระราชฐานชั้นกลางและชั้นในมีช่องเล็ก ๆ เจาะเป็นรูปโค้งแหลม คล้ายบัวเรียงเป็นแถวสำหรับวางตะเกียง ประมาณ 2,000 ช่อง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว (รัชกาลที่ 4 ) โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2399 เพื่อให้เป็นราชธานีชั้นใน และพระราชทานชื่อว่า "พระนารายณ์ราชนิเวศน์"

ซึ่งสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และในรัชสัมยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้แก่ พระที่นั่งและตึกซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
 
:: ตึกพระเจ้าเหา ::
ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของเขตพระราชฐานชั้นนอก ตึกหลังนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้อย่างชัดเจนมาก เป็นตึกที่ สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร ยกพื้นสูงขึ้นไปประมาณ 1 เมตร ตัวตึกเป็นรูป ทรงไทย ฐานก่อด้วยศิลาแสง และจึงก่ออิฐขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ปัจจุบันเหลือแต่ผนังประตูหน้าต่าง ทำเป็นซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์

ปัจจุบันคงปรากฏลายให้เห็นอยู่ ด้วยเหตุว่าภายใน ตึกมีฐานชุกชีปรากฏให้เห็นอยู่และชาวฝรั่งเศสได้ระบุว่าเป็นวัด จึงสันนิษฐานว่าเป็นหอพระประจำพระราชวัง ตึกพระเจ้าเหาหรือ "พระเจ้าหาว" (หาว=ท้องฟ้า-ภาษาไทยโบราณ) ในตอนปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ พระเทพราชา และขุนหลวงสรศักดิ์ใช้ตึกพระเจ้าเหาเป็นที่นัดแนะประชุม ขุนนางและทหารเพื่อแย่งชิงราชสมบัติ ขณะที่สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงพระประชวรหนัก
 
:: ตึกรับรองคณะทูตต่างประเทศ ::
ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก บันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า ตึกหลังนี้อยู่กลางอุทยาน ซึ่งแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส รอบตึกมีคูน้ำล้อมรอบ ภายในคูน้ำมีน้ำพุเรียงรายได้ระยะยาว 20 แห่ง สมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้พระราชทานเลี้ยงแก่คณะ ทูตจากประเทศฝรั่งเศส ณ สถานที่นี้ใน พ.ศ. 2228 และ พ.ศ. 2230
 
:: พระคลังศุภรัตน์ (หมู่ตึกสิบสองท้องพระคลัง) ::
เป็นหมู่ตึกตั้งอยู่ระหว่างถังเก็บน้ำประปา และตึกซึ่งใช้เป็นสถานที่ พระราชทานเลี้ยงชาวต่างประเทศสร้างขึ้นอย่างมี ระเบียบด้วยอิฐเป็น 2 แถว ยาวเรียงชิดติดกัน อาคารมีลักษณะค่อนข้างทึบ มีถนนผ่ากลาง มีจำนวนรวม 12 หลัง เข้าใจ ว่าเป็น คลังเพื่อเก็บสินค้า หรือเก็บสิ่งของเพื่อใช้ในราชการ
 
:: อ่างซับเหล็ก ::
อยู่ในเขตตำบลนิคมสร้างตนเอง ห่างจากศาลากลาง จังหวัดลพบุรีไปทางทิศตะวันออกประมาณ 16 กิโลเมตร อ่างซับเหล็ก เป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติที่มีมาแต่โบราณ ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงโปรดให้ช่างชาวฝรั่งเศสและชาว อิตาเลียนเป็นผู้วางท่อส่งน้ำจากอ่างซับ เหล็กนำมาใช้ในเขตพระราชฐาน อ่างซับเหล็กมีเนื้อที่ประมาณ 1,760 ไร่ เมื่อปี พ.ศ. 2497 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้สร้างเขื่อนดินกั้นน้ำเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร

ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 จังหวัดลพบุรีได้ปรับปรุงอ่างซับเหล็ก ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยทำถนนรอบอ่าง เก็บน้ำ ปลูกต้นไม้และสร้างศาลาพักร้อน
 
:: โรงช้างหลวง ::
ตั้งเรียงรายเป็นแถวชิดริมกำแพงเขตพระราชฐานชั้นนอกด้านในสุด โรงช้างส่วนใหญ่ปรักหักพังเหลือแต่ฐานปรากฎให้ เห็นประมาณ 10 โรง ช้างซึ่งยืนโรงในพระราชวัง คงเป็นช้างหลวง หรือช้างสำคัญ สำหรับใช้เป็นพาหนะของสมเด็จ พระนารายณ์ฯ เจ้านายหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่
 
:: หมู่บ้านดินสอพอง (ทำดินสอพอง) ::
อยู่ที่บ้านหินสองก้อน ตำบลถนนใหญ่ ใช้เส้นทางไปอำเภอบ้านหมี่ ข้ามสะพาน 6 แล้วเลี้ยวซ้ายเลียบคลองชลประทาน เป็นหมู่บ้านที่มีการ ทำดินสอพองกันแทบทุกครัวเรือน และบริเวณนั้นจะมีดินสีขาว เรียกว่า "ดินมาร์ล" ซึ่งเป็นดินที่มี คุณสมบัติเฉพาะสำหรับการทำดินสอพอง
 
:: พิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้าน ::
ตั้งอยู่ที่ศาลากลางเปรียญไม้ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2470 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี เป็นสถาปัตยกรรมแบบศาลาวัดในชนบทของ ภาคกลางในประเทศไทย ซึ่งนับวันจะหาดูได้ยาก ต่อมาได้มีการบูรณะซ่อมแซมแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2531 โครงการ พิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้านจึงได้เกิดขึ้น และนับเป็น พิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้านแห่งแรกของประะทศไทย
 
:: บ้านท่ากระยาง (หล่อรูปโลหะและดินสอพอง) ::
อยู่ในเขตอำเภอเมืองลพบุรี หลังวัดตองปุ เดิมเป็นหมู่บ้านช่างหล่อ มีอาชีพหล่อพระพุทธรูปด้วยโลหะ ต่อมาเริ่มหล่อรูป โลหะอื่นๆ เป็นประเภท ของที่ระลึกและเลียนแบบของเก่าด้วย เช่น รูปสัตว์ประจำปีนักษัตริย์ รูปหนุมาน เทวรูปพระกาฬ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการทำดินสอพองเม็ดเล็กแบบเก่าอีกด้วย
 
:: ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี ::
ตั้งอยู่ภายในบริเวณสถาบันราชภัฏเทพสตรีลพบุรี มีหน้าที่ทะนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราช ดำเนินมาทรงเปิดศูนย์วัฒนธรรมนี้เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2524 ภายในหอวัฒน ธรรมได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับ จังหวัดลพบุรีหลายด้าน เช่น แผนที่จังหวัด ตำนาน-นิทานพื้นบ้าน แผนที่ทางภาษา นอกจากนั้นยังเก็บรวบรวม และจัดแสดงเอกสารโบราณที่พบในจังหวัดอีกด้วย
 
:: บ้านกล้วย (ทอผ้ามัดหมี่) ::
ตั้งอยู่ในเขตตำบลบ้านกล้วย อำเภอบ้านหมี่ ห่างจากตลาดบ้านหมี่เข้าไปตามถนนสายบ้านหมี่ - โคกสำโรง ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นชุมชนชาวไทยพวน ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 135 ปีมาแล้ว บ้านกล้วยเป็นหมู่บ้านธรรมดา แต่ตามครัวเรือนแต่ละ หลังโดยเฉพาะหมู่ที่ 1 จะมีการทอผ้ามัดหมี่กันเป็นจำนวนมาก ผ้ามัดหมี่ของบ้านกล้วยทอด้วยฝ้ายและมีลวดลายละเอียด งดงาม ต่างกับมัดหมี่ของอิสานที่มัดหมี่ฝ้าย จะทำลวดลายใหญ่ๆ ห่างๆ

นอกจากผ้ามัดหมี่แล้วยังมีการทอผ้าขาวม้าคุณภาพดี ที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ของบ้านหมี่ คือ ลายไส้ปลาไหล นอกจากนั้น ถัดไปที่หมู่บ้านชาวพวน ตำบลบางพึ่งยัง มีการทอผ้าขิดอีกด้วย
 
:: ตัวอำเภอบ้านหมี่ (เจียระไนพลอย) ::
อยู่ห่างจากอำเภอเมืองลพบุรีไปประมาณ 28 กิโลเมตร คำว่า "หมี่" หมายถึงการมัดเส้นไหมเป็นเปลาะเพื่อย้อมสี ในเปลาะ หนึ่งๆ ให้หลากสีกัน เพราะราษฎรในหมู่บ้าน ละแวกนั้นถนัดในการทอผ้าชนิดนี้ คือผ้ามัดหมี่ คนส่วนใหญ่ของอำเภอ บ้านหมี่เป็นไทยพวนที่อพยพมาจากหัวพัน ทั้งห้าทั้งหกในประเทศลาวเมื่อประมาณ 135 ปีมาแล้ว ได้นำเอาชื่อบ้านเดิมคือ "บ้านหมี่" มาใช้เป็นชื่อบ้านที่ตั้ง หลักแหล่งใหม่นี้ด้วย
 
:: เขาวงพระจันทร์ ::
อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองลพบุรีไปประมาณ 28 กิโลเมตร ตามเส้นทางถนนพหลโยธิน ตรงหลักกิโลเมตรที่ 178 มีทางแยก เลี้ยวขวาอีก 5 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตตำบลห้วยโป่ง อำเภอโคกสำโรงบริเวณเชิงเขาจะเป็นที่ตั้งของวัดเขาวงพระจันทร์ จะมีทางบันไดขึ้นไปสู่ยอดเขาประมาณ 3,890 ชั้น

ยอดเขานี้สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 650 เมตร ถ้าวัดจากเชิงเขาถึงยอดเขาโดยแนวบันไดจะยาว 1,680 เมตร ใช้เวลา เดินทางจากเชิงเขาถึงยอดเขาประมาณ 2 ชั่วโมง สองข้างทางจะเต็มไปด้วยป่าไม้ขึ้นสลับซับซ้อนเต็มไปหมด บางแห่งจะ เป็นที่ลาด บางแห่งจะเป็นที่ชัน

เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาวงพระจันทร์จะมองเห็นทิวทัศน เบื้องล่างได้ไกลสุดสายตา ในหน้าเทศกาลเดือน สาม ประชาชนโดย เฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีนทั้งใกล้ และไกลจะหลั่งไหลกันมานมัสการรอยพระพุทธบาทและพระพุทธรูปบนยอดเขาแห่งนี้ อย่างเนืองแน่นเป็นประจำทุกปีสิ่งก่อสร้างและรูปแบบของการแสดงความเคารพที่วัดนี้จึงค่อนข้าง จะมีอิทธิพลจีนหรือ ฝ่ายมหายานอยู่มาก เขาวงพระจันทร์ได้ชื่อว่าเป็นเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดลพบุรี และเป็นภูเขาที่สร้างชื่อเสียงให้ผู้คนรู้จัก เมืองลพบุรีมาช้านานแล้ว นอกจากนั้นภูเขานี้ยังเป็น ที่มาแห่งตำนานเมืองเรื่อง ท้าวกกขนากและเรื่องพระเจ้ากงจีน อีกด้วย
 
:: บ้านหนองแล้ง (แกะสลักหินทราย) ::
อยู่หมู่ที่ 8 บ้านหนองแล้ง อยู่ริมถนนในตัวอำเภอโคกสำโรง มีอาชีพในการแกะสลักหินทรายเป็นรูปต่างๆ เลียนแบบของเก่า เช่น ศิวลึงค์ ธรรมจักรกวางหมอบศิลปะทวารวดี เทวรูปสุริยเทพศิลปะทวารวดี พระพุทธรูปศิลปะลพบุรี รูปสัตว์ต่างๆ ฯลฯ มีฝีมือดี มักนำส่งร้านขายของเก่าที่กรุงเทพฯ และพระนครศรีอยุธยา ของที่แกะสลักล้วนเป็นขนาดใหญ่เท่าของจริง
 
:: สวนรุกขชาติน้ำตกวังก้านเหลือง ::
ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลท่าดินดำ การเดินทางจาก ตัวเมืองลพบุรีไปน้ำตกวังก้านเหลืองใช้เส้นทางลพบุรี - โคกสำโรง (ทางหลวงหมายเลข 1 ) จากนั้นใช้เส้นทางโคกสำดรง - ชัยบาดาล (ทางหลวงหมายเลข 5 ) จนถึงทางหลวงหมายเลข 21เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวง หมายเลข 21 ประมาณ 21 กิโลเมตร เลี้ยวขวาผ่านสถานีขนส่งถึงสี่แยกลำนารายณ์และตรง ไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร จนถึงสี่แยกท่ามะนาวแล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2089 ตรงไปอีกประมาณ 13 กิโลเมตร ก็จะถึงน้ำตกวังก้านเหลือง
 
:: บ้านท่าดินดำ (ทอเสื่อ) ::
อยู่ตำบลท่าดินดำ อำเภอชัยบาดาล ใกล้น้ำตกวังก้านเหลืองประมาณ 3 กิโลเมตร จากถนนใหญ่เป็นหมู่บ้านพัฒนาแห่งหนึ่ง ของจังหวัดลพบุรี ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพในการทำไร่ข้าวโพด และมีอาชีพรองในการทอเสื่อ ปลูกกระเทียมพันธุ์ดีและ เลี้ยงโคนม
 
:: ปรางค์นางผมหอม ::
อยู่ห่างจากตลาดหนองรีประมาณ 2 กิโลเมตร ในเขตบ้านโคกคลี ตำบลหนองรี กิ่งอำเภอลำสนธิ ลักษณะของปรางค์นางผม หอมนี้ เป็นปรางค์องค์เดียวโดดๆ ก่อด้วยอิฐไม่ถือปูน เช่นเดียวกับเทวสถานปรางค์แขก สภาพปัจจุบันยอดหักลงมาหมดแล้ว มีประตูเข้า ภายในปรางค์ได้ ภายในปรางค์เป็นห้องโถง กรอบประตูสร้างด้วยแท่งหิน รอบๆ ปรางค์ยังมีหินก้อนใหญ่อยู่ เกลื่อนกลาดห่างจากปรางค์นางผมหอมไม่มากนักเป็นด่านกักสัตว์บ้านโคกคลี เป็นเนินดินมีซากอิฐ เข้าใจว่าเป็นฐานวิหาร หรือเจดีย์ ชาวบ้านเรียกโคกคลีน้อย ยังมีเนินกว้างอีกแห่งหนึ่งเรียกโคกคลีใหญ่ ที่ตั้งของปรางค์นางผมหอมมีแม่น้ำมา บรรจบกันสองสาย คือ ลำสนธิกับลำพระยากลาง สันนิษฐานว่า สถานที่แห่งนี้แต่เดิมเป็นเมืองโบราณ
 
:: น้ำตกวังแสนดี ::
ตั้งอยู่ใกล้ปรางค์นางผมหอม ตำบลหนอง ห่างจากที่ว่าการกิ่งอำเภอลำสนธิไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 7 กิโลเมตร น้ำตกแห่งนี้เป็น แก่งหินกั้นลำน้ำพญากลางทำให้เกิดเป็นน้ำตกขนาดเล็กมีต้นไม้ขนาดกลางทั้งที่ขึ้นเองตาม ธรรมชาติ และปลูกเพิ่มเติมให้ความร่มรื่น
 
:: เขาสมอคอน ::
อยู่ในเขตตำบลเขาสมอคอน ไปตามเส้นทาง สายลพบุรี - สิงห์บุรี ถึงกิโลเมตรที่ 18 เลี้ยวขวาเข้าไปอีก12 กิโลเมตร เป็นเทือกเขาที่มีความสำคัญด้าน ประวัติศาสตร์ มีตำนานเก่าแก่เกี่ยวกับเขาสมอคอนอยู่หลายเรื่องที่น่าสนใจจากหนังสือ อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน

กล่าวไว้ว่า "เขาสมอคอนนี้เป็นที่อยู่ของ สุกกทันตฤาษี อาจารย์ของพระเจ้ารามคำแหงมหาราชและพระยางำเมือง กษัตริย์เมืองพะเยา ซึ่งน่าจะเป็นราชวงค์หนองแส โยนก เชียงแสน ทั้งสองพระองค์ เพระเมื่อทรงพระเยาว์ได้เสด็จมาศึกษา ศิลปวิทยาที่เขาสมอคอนนี้ ซึ่งสมัยนั้นกษัตริย์ เมืองลพบุรีก็เป็นราชวงค์เดียวกัน" วัดที่สำคัญบนเทือกเขานี้มี 4 วัดด้วยกัน คือ วัดบันไดสามเสน

วัดนี้ตั้งอยูบนเชิงเขาสมอคอน มีทัศนียภาพที่สวยงาม จะมองเห็นพระอุโบสถได้แต่ไกล และบนยอดเขาจะมีมณฑป ภายในมณฑปจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่เพื่อให้ ผู้ที่แวะมาชมได้นมัสการ

นอกจากนี้ยังมีถ้ำอีก 2 แห่ง คือ ถ้ำวิหาร และถ้ำแสนสุข วัดถ้ำตะโก หรือวัดถ้ำตะโกพุทธโสภา อยู่ถัดจากวัดบันไดสามแสน ไปตามเทือกเขาสมอคอน ด้านทิศตะวันออก ประมาณ 1 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนเชิงเขา รอบ ๆ บริเวณวัดมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปก คลุมไปทั่ว มีความร่มรื่น ที่วัดนี้มีถ้ำวิปัสสนา เรียกว่า "ถ้ำตะโก" เนื่องจากมีต้นตะโกอยู่หน้าถ้ำ (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) ภายในถ้ำ จะมีแท่นที่หลวงพ่อเภาพระเกจิอาจารย์อันเป็นที่เคารพนับถือของชาวลพบุรี เคยนั่งวิปัสสนา และมีพระพุทธรูปอีกหลาย องค์

นอกจากนั้นก็มีเครื่องปั้นดินเผา เครื่องลายครามต่างๆ เก็บรักษาไว้ และยังมีพระเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่บนเรือสำเภา ซึ่งเรียกว่า "พระเจดีย์ทรงเรือมรรคสัจจ์" อยู่บนยอดเขา คล้ายกับที่วัดเขาวงกตแต่ที่นี่สร้างก่อน วัดถ้ำช้างเผือก อยู่ห่างจากวัดถ้ำตะโก ไปประมาณ 1 กิโลเมตร เมื่อเข้าสู่บริเวณวัดจะแลเห็นรูปช้างเผือกขนาดใหญ่ เท่าช้างจริงสีขาวปรากฎเด่นอยู่บนยอดเขา วัดนี้มีพุทธเจดีย์ ซึ่งสร้างไว้บนยอดเขาอีกยอดหนึ่ง รอบพุทธเจดีย์มีระเบียงกว้าง สามารถเดินชมทิวทัศน์เบื้องล่างได้

ถัดจากพระพุทธเจดีย์ลงมา คือ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ นำมาจากพุทธคยา สำหรับถ้ำที่น่าชมของวัดนี้ คือ ถ้ำช้างเผือก ซึ่งเชื่อ กันว่าวันดีคืนดีจะมีช้างเผือกออกมาจากถ้ำนี้ ซึ่งคนมีบุญเท่านั้นจึงจะแลเห็นวัดเขาสมอคอน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขา สมอคอน ส่วนวัดอื่นๆ อีก 3 วัด อยู่ทางทิศตะวันตกของวัดนี้ วัดเขาสมอคอนถือว่าเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง เพราะจะสังเกตุ เห็นว่ามีซากกองอิฐเก่าๆ อยู่มาก โบราณสถานของวัดนี้ ได้แก่ เจดีย์ทรงลังกาตั้งอยู่บนยอดเขา เหนือถ้ำพระนอนขึ้นไป

บริเวณวัดเขาสมอคอนจะมีถ้ำต่างๆ อยู่มากมาย เช่น ถ้ำพระนอน เมื่อลงไปในถ้ำแล้วจะเห็นปล่องถ้ำทะลุถึงยอดเขา ภายใน ถ้ำมีพระพุทธไสยาสน์องค์หนึ่ง ยาวราว 10 เมตร ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ เข้าใจว่าสร้างในสมัยอยุธยา นอกจากนั้นก็มีถ้ำ พราหมณี ถ้ำชิงช้า ถ้ำน้ำ ถ้ำไฟฉาย ถ้ำไก่แจ้ ฯลฯ
 
:: ทุ่งทานตะวัน ::
ตั้งอยู่ที่ตำบลช่องสาริกาใกล้วัดมณีศรีโสภณ ทุ่งทาานตะวันแห่งนี้เป็นทุ่งทานตะวันขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ดอกทาน ตะวันจะบานสะพรั่งในช่วง ประมาณเดือนตุลาคม - มกราคม จนกลายเป็นทุ่งทานตะวันที่มีความงดงามตามธรรมชาติ การเดินทาง ไปชมทุ่งทานตะวันสามารถใช้เส้นทางได้ 2 เส้นทาง ได้แก่

เส้นทางแรก สามารถเดินทางจากจังหวัดลพบุรี โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ไปประมาณ 15 กม. จนถึงสามแยกพุแค แล้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวง หมายเลข 21 ไปอีกประมาณ 15 กิโลเมตร ก็จะถึงทางเข้าวัดมณีศรีดสถณและให้แล้วขวา ไปอีกประมาณ 2 -5 กิโลเมตร ก็จะพบทุ่งทานตะวันนับหมื่นไร่

เส้นทางที่สอง สามารถเดินทางจากจังหวัดสระบุรี โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ไปประมาณ 15 กม.จนถึงสามแยก พุแคแล้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวง หมายเลข 21 ไปอีกประมาณ 15 กิโลเมตรก็จะถึงทางเข้าวัดมณีศรีโสภณและให้เลี้ยว ขวาไปอีกประมาณ 2 - 5 กิโลเมตร ก็จะพบทุ่งทางตะวันนับหมื่นไร