บริการจองโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท ทัวร์ รถเช่า ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และข้อมูลการท่องเที่ยว
English Version French Version German Version Spanish Version Chinese Version Japanese Version
Hotelsthailand.com
ภูมิศาสตร์
สถานที่ท่องเที่ยว
อุทยาน
วัด
ของฝาก
ร้านอาหาร
เทศกาล
ข้อมูลทั่วไป
ข้อมูลท่องเที่ยว 76 จังหวัด
ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคตะวันออก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคใต้
ตารางการเดินรถไฟ
ตารางสายการบิน
ตำรวจท่องเที่ยว
ตำรวจทางหลวง
ตำรวจรถไฟ
ตรวจสอบสภาพอากาศ
ท.ท.ท.
กรมป่าไม้
สายรถประจำทางกทม.
การบินไทย
แบงค์คอกแอร์เวย์
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สถานที่ท่องเที่ยว
:: ศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ ::
ชื่อภาษาอังกฤษว่า The Support Arts and Crafts International Centre of Thailand หรือ SACICT (อ่านว่า “ศักดิ์สิทธิ์” ในภาษาไทย) ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา เลขที่ 59 ม.4 ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร มีพื้นที่ประมาณ 45 ไร่ ติดกับพื้นที่ของศูนย์ศิลปาชีพบางไทร สถานที่แห่งนี้เป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเพื่อเทิด พระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมายุครบ 6 รอบ วันที่ 12 สิงหาคม 2547 ดำเนินการโดยมิได้มุ่งหวังผลกำไร มุ่งผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเป็นที่นิยมแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วยอาคารใหญ่ 4 ชั้น ชื่อว่าศาลาพระมิ่งมงคล จัดแสดงสินค้าและนิทรรศการศิลปะหัตถอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก รวมทั้งชิ้นงานที่ผ่านการประกวดจากทั่วประเทศ ส่วนอาคารเล็ก ชื่อว่า อาคารตลาดศิลปาชีพ จัดจำหน่ายสินค้าศิลปหัตถกรรมจาก 76 จังหวัด เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 10.00-18.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.sacict.com หรือโทร. 0 3536 7054-9
 
:: กรุงเก่ารถม้า ::
นั่งรถม้า พาเที่ยวเมืองกรุงเก่า เป็นการท่องเที่ยวที่ช่วยอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ไม่ก่อเกิดมลภาวะ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความขรึมขลังอลังการของโบราณสถาน ปราสาท ราชวัง และวัดวาอารามเก่าแก่ต่าง ๆ ของกรุงเก่าจากการโดยสารบนรถม้าที่มีสารถีซึ่งได้รับการอบรมมาอย่างดี รถม้าบรรทุกผู้โดยสารได้ครั้งละ 2 - 3 คน สถานที่จอดรถม้าอยู่บริเวณศาลาริมถนนใกล้วัดพระราม รายละเอียดติดต่อ กรุงเก่ารถม้า โทร. 08 6134 9599, 08 3040 5058, 08 1946 2540
 
:: พระที่นั่งเพนียด ::
พระที่นั่งเพนียดองค์นี้ เป็นที่สำหรับพระราชาธิบดีประทับทอด พระเนตรการจับช้างเถื่อนในเพนียดซึ่งนำมา ใช้ประโยชน์ในราชการทั้งในเวลาปกติและในเวลาสงคราม การจับช้างเถื่อนนี้ ถ้าหากมีแขกบ้านแขกเมืองเข้ามา ในฤดูที่พอจะจับช้าง ให้แขกเมืองชมทุกคราวไป ดังเช่นปรากฏในจดหมายเหตุของเชวาเลีย เดอโชมองต ์ ราชฑูตฝรั่งเศส ที่เข้ามาในแผ่นดินสมเด็จ พระนารายณ์มหาราชโปรดให้ชมการจับช้างเถื่อนที่เพนียด เมืองลพบุรีครั้งนี้ ในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นรัชกาล สุดท้ายที่พระราชาธิบดีแห่งประเทศไทย โปรดให้มีการจับช้างเถื่อน พระที่นั่งเพนียด และตัวเพนียดที่ยังคงเหลือ ซากอยู่ในปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้ซ่อมครั้งหนึ่ง ต่อมาพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้กรมหลวงเทพพลภักดิ์เป็นแม่กอง ออกไปซ่อมอีกครั้งหนึ่ง ถึงรัชกาลที่ 5 พระที่นั่งนี้ชำรุดจึงโปรดให้ซ่อมอีกครั้ง
 
:: ตลาดโก้งโค้ง (บ้านแสงโสม) ::
ตั้งอยู่ที่ บ้านแสงโสม หมู่ 5 ถนนบางปะอิน-วัดพนัญเชิง (ติดวัดบ้านเลน) ตำบลขนอนหลวง หรืออยู่ห่างจากตัว อำเภอพระนครศรีอยุธยา 11 กิโลเมตร เป็นตลาดโบราณย้อนยุคที่น่าสนใจแห่งหนึ่งเรียกว่า " บ้านแสงโสม" ลักษณะเป็นบ้านเรือนไทยหมู่ใหญ่ คงความเป็นสถาปัตยกรรมไทยโบราณ และสามารถสัมผัสกับบรรยากาศเก่าๆ แบบสมัยกรุงศรีอยุธยา และพบกับวิถีชีวิตของไทยในอดีตที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเพืออนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

บริเวณบ้านแสงโสม ในอดีตเป็นด่านขนอน (ด่านเก็บภาษีในอดีต) และเป็นสถานที่ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้านานาชนิด ทั้งที่เป็นสินค้าชุมชนและสินค้าที่มาจากต่างเมือง ส่วนคำว่า ตลาดโก้งโค้ง นั้น เป็นคำที่ใข้เรียกตลาดในสมัยโบราณที่เคยมีคู่กับกรุงศรีอยุธยามาเป็นเวลานาน โดยคนขายสินค้าจะนั่งขายสินค้าอยู่บนพื้นดิน ดังนั้นคนที่มาซี้อสินค้าจะต้อง โก้งโค้ง เพื่อเลือกดูสินค้าที่ตนสนใจ โดยอากัปกริยาโก้งโค้งของคนไทยนั้น ทำได้สุภาพ นุ่มนวล เป็นกิริยาที่แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน

ภายในตลาด จำหน่ายพืช ผัก ผลไม้ปลอดสารพิษจากสวนชุมชน สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารคาว-หวานนานาชนิด โดยพ่อค้าแม่ค้าจะแต่งกายชุดไทยย้อนยุค

เปิดบริการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. สอบถามเพื่มเติม โทร. 0 3572 8286, 08 9107 8443

การเดินทาง จากถนนสายเอเซีย (ทางหมายเลข 32) เลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอบางปะอิน ตรงไปถึงสี่แยกไฟแดง แล้วเลี้ยวขวา (บางปะอินสายใน) ผ่านสถานีรถไฟบางปะอินตรงไปประมาณ 8 กิโลเมตร
 
:: หมู่บ้านทำมีดอรัญญิก ::
ประวัติความเป็นมา บ้านต้นโพธิ์ บ้านไผ่หนอง เป็นหมู่บ้านที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาเเน่น ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 และ 7 ตำบลท่าช้าง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งสองหมู่บ้านมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว เพราะเป็นเเหล่งผลิตมีดที่ใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสันมาเกือบสองร้อยปี

กลุ่มชาติพันธุ์ ชาวบ้านต้นโพธิ์และชาวบ้านไผ่หนอง รกรากถิ่นฐานเป็นชาวเวียงจันทน์ ประเทศลาว ได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยประมาณช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งชาวเวียงจันทน์กลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีอาชีพทางช่าง มีช่างทำทองกับช่างตีเหล็ก คือคนไหนเเข็งเเรงก็ได้ตีเหล็ก คนไหนอ่อนแอมีความละเอียดให้ตีทองคำ เครื่องอาภรณ์ประดับกาย การทำมาหากิน ในสมัยนั้นอาชีพทั้งสองทำกันเป็นล่ำเป็นสันตลอดมา ครั้นต่อมาในราวพ.ศ. 2365 อาชีพช่างทองก็ได้เลิกลาสลายตัวไป คงเหลือเเต่อาชีพตีมีดประเภทเดียว ชาวบ้านจึงยึดอาชีพตีมีดเป็นอาชีพหลัก ไม่ได้ประกอบอาชีพอื่นปะปนเลย ข้อสังเกตุที่เป็นหลักฐานว่าชาวเวียงจันทน์กลุ่มนี้มีอาชีพช่างทองคือ ถ้าเรานำดินที่ชุมชนเเห่งนี้ลงร่อนในน้ำก็จะพบเศษทองและขี้ตะไบทองอยู่ทั่วไป

การตั้งถิ่นฐาน เหตุที่ชาวเวียงจันทน์กลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยจะโดยถูกกวาดต้อนมาใน สมัยเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกคราวยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์หรือจะเป็นการอพยพมาเองนั้น ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดเจนเเต่มีหลักฐานบันทึกไว้ว่าเข้ามาโดยมีนายเทาเป็นผู้นำ ( ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนนราบริรักษ์” ) ได้เดินทางมาพบภูมิประเทศเเห่งนี้ เป็นที่เหมาะสมเเก่การประกอบอาชีพคือ เดิมเป็นดงไม้ไผ่ที่ขึ้นอยู่หนาเเน่น มีหนองน้ำและแม่น้ำป่าสักไหลผ่านสมัยนั้นไม่มีถนนหนทางเหมือนปัจจุบันนี้ ต้องอาศัยทางน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการคมนาคมโดยเฉพาะ ไม้ไผ่เป็นวัสดุที่สำคัญมากสำหรับช่างตีมีด เพราะไม้ไผ่มีประโยชน์อยู่ในตัวของมันนานับประการ เช่น นำมาเผาถ่านใช้เผาเหล็ก เพราะถ่านไม้ไผ่ให้ความร้อนสูงกว่าไม้ชนิดอื่น ต้น ลำ ใช้ทำบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ทำด้ามพะเนิน ด้ามค้อนเเละด้ามมีด ซึ่งช่างตีเหล็กต้องใช้อยู่เป็นประจำ จึงเห็นว่าภูมิประเทศเเห่งนี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำเเหล่งทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์จึงพร้อมใจ กันลงหลักปักฐานเเละได้ประชุมหารือกันตั้งชื่อบ้านของตนว่า “ บ้านไผ่หนอง” ให้เป็นการเหมาะสมกับภูมิประเทศเเต่ก่อนนั้น สำหรับบ้านต้นโพธิ์ คนเก่าคนเเก่เล่าว่า เมื่อมาถึงทำเลนี้มีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่กลางหมู่บ้านจึงตั้งชื่อว่า “บ้านต้นโพธิ์” ครั้นกาลเวลาล่วงมาบ้านเมืองเจริญขึ้นสภาพของหมู่บ้านก็ได้เปลี่ยนเเปลงไป ดงไม้ไผ่ที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นก็โล่งเตียนกลายเป็นท้องไร่ท้องนา หนองน้ำก็ตื้นเขินไปหมดเเล้ว

เกียรติประวัติของชุมชน สมัยรัชกาลที่ 3 เเผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อราวพ.ศ.2369 เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เสด็จมาถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มาขอให้ชาวเวียงจันทน์กลับประเทศ เเต่ชาวเวียงจันทน์กลุ่มนี้ไม่ยอมกลับขออยู่ใต้ร่มโพธิสมภาร เพราะพระองค์ให้ความผาสุขร่มเย็น พสกนิกรของพระองค์ตลอดมาก็มีความเจริญรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ ชื่อเสียงการตีมีดก็เลื่องลือไปทั่วสารทิศ ชาวบ้านจึงมีฐานะที่มั่นคง มีการอยู่ดีกินดี ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าล้นกระหม่อม

สมัยรัชกาลที่ 5 แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงทราบว่าบ้านต้นโพธิ์ บ้านไผ่หนองเป็นหมู่บ้านตีมีด พระองค์พร้อมด้วยพระบรมวงศ์ศานุวงศ์ได้เสด็จทอดพระเนตรการตีมีดของชาวเวียงจันทน์กลุ่มนี้ จึงได้ปลูกพลับพลาที่ประทับอย่างสมพระเกียรติ เเละได้เกณฑ์ชาวบ้านมาทำการตีมีดให้พระองค์ทรงทอดพระเนตร พระองค์ท่านสนพระทัยเเละทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอันมาก

ในสมัยรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ทรงทอดพระเนตรการทำมีดอรัญญิก เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ .2519 เเละปีพ.ศ.2531 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จนำนักเรียนโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ มาทอดพระเนตรการตีมีดเเละเมื่อปี พ.ศ 2537 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ทรงนำครอบครัวมาทัศนศึกษาการตีมีดที่ชุมชนเเห่งนี้เช่นกัน

ที่มาของคำว่ามีดอรัญญิก ในสมัยก่อนมีตลาดร้านค้า มีโรงบ่อน อยู่ที่บ้านอรัญญิก ตำบลปากท่า อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านต้นโพธิ์เเละหมู่บ้านไผ่หนองมากนัก ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร มีผู้คนนำสินค้ามาซื้อขายเเลกเปลี่ยนกันมากในยุคนั้นชาวบ้านก็นำเอามีดไปขาย เมื่อคนที่ซื้อไปใช้เห็นว่าคุณภาพดีจึงบอกต่อๆกันไปว่ามีดคุณภาพต้องมีดอรัญญิก เลยเรียกติดปากไปหาซื้อมีดต้องไปที่อรัญญิก ที่จริงเเล้วทำที่หมู่บ้านต้นโพธิ์ หมู่บ้านไผ่หนองเเละหมู่บ้านอื่นๆ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “มีดอรัญญิก”

ลักษณะทั่วไปของผลิตภัณฑ์อรัญญิก ผลิตภัณฑ์มีดอรัญญิกในปัจจุบัน มีอยู่ด้วยกัน 4 ตระกูล ได้แก่มีดตระกูลเกษตรกรรม มีดตระกูลคหกรรม มีดตระกูลอาวุธ และมีดตระกูลอื่นๆแต่ละตระกูลสามารถจำแนกตามการใช้งานได้อีก 12ประเภท ซึ่งในแต่ละประเภทประกอบไปด้วยชนิดของมีดต่างๆอีกมากมายซึ่งหลากหลายไปตามขนาด และความแตกต่างของวัสดุที่ใช้ในการผลิต ของชิ้นส่วนองค์ประกอบต่างๆซึ่งจากการศึกษาปรากฏมีถึง 274 ชนิด

ประเพณีเเละวัฒนธรรม มีประเพณีเเละวัฒนธรรมที่ได้ถือปฏิบัติสืบทอดต่อๆกันมาตั้งเเต่สมัยบรรพบุรุษ คือ งานมาฆบูชา บุญวิสาขบูชา บุญเข้าพรรษา บุญกฐิน บุญตักบาตรดอกไม้ บุญสงกรานต์ บุญเข้าสลาก บุญออกพรรษา บุญมหาชาติ เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเพณีเเละวัฒนธรรมของชนชาติไทยทั่วไปที่ปฏิบัติกันมาเป็นประจำ เเต่ยังมีประเพณีหนึ่งที่ขาดไม่ได้เป็นประเพณีที่น่าประทับใจของชุมชนฯ เเละถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญมากคือ การไหว้ครู หรือไหว้ครูบูชาเตา ซึ่งปกติเเล้วจะทำกันทุกหมู่บ้าน ไม่มีใครเว้นเลย เมื่อทำบุญ บำเพ็ญกุศล ตรุษเเละสงกรานต์เเละผู้ใหญ่จะประชุมหารือกำหนดวันไหว้ครูกัน ส่วนมากกำหนดวันข้างขึ้นเดือนหกตรงกับวันพฤหัสบดีเมื่อหารือกันดีเเล้วทุกบ้าน จะลงมือซ่อมเเซมเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆให้เรียบร้อย ก่อนกำหนดหนึ่งหรือสองวันเเละทำความสะอาดเครื่องมือเเล้วนำมาวางไว้ในที่อันสมควร เเละเตาเผาเหล็กจะต้องปั้นกันใหม่ เเละจัดเตรียมเครื่องสังเวยไหว้ครูอย่างครบครัน มีเครื่องบูชาพระพุทธเเต่งเป็นขันห้า พอรุ่งอรุณของวันพฤหัสบดี เขาจะนำเครื่องบูชาเเละอาหารคาวหวานเป็นเครื่องบูชา บูชาพระภูมิ เเม่ธรณี ส่วนเครื่องสังเวยต่างๆที่ได้ตระเตรียมไว้จะต้องนำมาวางไว้ที่เครื่องมือ เเล้วจัดทำพิธีสวดโองการเชิญเทพเจ้ามาเป็นศิริมงคล เเล้วผู้ใหญ่ในเรือนนั้นจะเรียกลูกหลานมาบูชากราบไหว้ ขอพรอันศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศิริมงคลเเก่ทุกคน สำหรับในวันนั้นทุกบ้านจะต้อนรับทุกคนที่มาเยือน ชุมชนเเห่งนี้ยังรักษาประเพณีนี้ไว้เสมอ นับเป็นประเพณีอันดีงามโดยเฉพาะในวันนั้นของเดือนเขาถือว่าเป็นมงคล เรื่องอัปมงคลจะไม่เกิดขึ้นเลย

การเดินทาง ปัจจุบันการเดินทางสะดวกมาก มีรถยนต์วิ่งถึงหมู่บ้านเลยโดยจะต้องเดินทางเข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะมีรถประจำทางจอดอยู่ที่ตลาดเจ้าพรหม จะเห็นป้ายติดหน้ารถว่า “ อยุธยาถึงท่าเรือ” รถจะออกจากตัวเมืองไปทางถนนสายเอเชีย (ทางหลวงเเผ่นดินหมายเลข 32) เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายเอเชียไปทางจังหวัดนครสวรรค์ เลยโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชฯไปประมาณ100เมตร เลี้ยวซ้ายลอดใต้สะพานที่จะข้ามเเม่น้ำป่าสัก เข้าถนนสายอำเภอนครหลวงตลอดทางมีป้ายบอกที่ตั้งชุมชนฯ ทั้งสองเป็นระยะ หรือถ้าอยากจะเดินทางไปโดยทางน้ำก็ได้ โดยจะต้องลงเรือในตัวจังหวัดที่หน้าวังจันทรเกษม ย้อนขึ้นไปตามเเม่น้ำป่าสัก ผ่านโรงงานวัตถุระเบิดช่างเเสง (ของกรมสรรพวุธทหารบก) เเละอำเภอนครหลวงตามลำดับ การเดินทางใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะถึงชุมชนฯ เมื่อได้เเวะไปชมก็จะได้รับการต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีจากชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านเป็นอย่างดี
 
:: ศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) ::
ศาลากลางจังหวัดเดิมตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย อำเภอกรุงเก่า สร้างเป็นตึก 3 ชั้น รูปร่างคล้ายตัวที ซึ่งได้ทำการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2484 สมัยหลวงบริหารชนบท (ส่าน) เป็นข้าหลวงประจำจังหวัด โดยการสนับสนุนจากนายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยนั้น ซึ่งเป็นชาวอยุธยา ที่ตัวตึกด้านหน้าศาลากลางจังหวัด ได้ก่อสร้างพระบรมรูป วีรกษัตริย์ วีรสตรี ซึ่งได้ประกอบคุณานุประโยชน์ อย่างใหญ่หลวงแก่กรุงศรีอยุธยาและชาติไทย ในครั้งอดีตรวม 6 พระองค์ คือ

1) สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พระหัตถ์ซ้ายถือปราสาทสังข์ ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ.1793

2) สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระหัตถ์ทั้งสองถือประมวลกฎหมายผู้ทรงพระปรีชาสามารถในทางปกครอง

3) สมเด็จพระสุริโยทัย วีรสตรีซึ่งได้เสด็จออกไปสู้รบกับข้าศึก เมื่อ พ.ศ.2093 และได้เสียสละพระชนม์ชีพ เพื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระราชสวามี

4) สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ.2033 - พ.ศ.2148 ) พระหัตถ์ขวาถือ พระแสงของง้าว พระหัตถ์ซ้ายถือพระมาลา ผู้ทรงกอบกู้พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเสียแก่พม่าครั้งแรกและได้สู้รบกับข้าศึกถึง 7 ครั้ง

5) สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199- พ.ศ.2231) พระหัตถ์ทั้งสองถือพระราชสาสน์ ได้ทรงทำสัมพันธไมตรีกับ ต่างประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส ครั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และทรงนำเอาวัฒนธรรมทางตะวันตกมาเผยแพร่ไว้มาก ครั้งเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ในรัชสมัยของพระองค์ การค้าขายเจริญรุ่งเรืองมาก

6) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พ.ศ.2310 - พ.ศ.2335) พระหัตถ์ทั้งสองถือดาบ ได้ทรงกอบกู้ความเป็นเอกราช ไว้ได้ในคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย เมื่อ พ.ศ.2310 และย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่กรุงธนบุรี